More information

Jailbreak iPhone 3.1.2, 3.1.3 บน iPhone 2G ด้วย Redsn0w 0.9.4

รูปภาพ

หลัง จากที่ Apple ได้ปล่อย iPhone OS 3.1.3 ออกมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็มีหลายๆคนที่ถามเข้ามาว่าตอนนี้ นั้นสามารถ Jailbreak iPhone 3.1.3 กันได้แล้วหรือยัง สำหรับคนที่ใช้ iPhone 3G และ iPhone 3GS นั้นยังทำได้แต่ยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ครับ ต้องรอไปอีกซักพักหนึ่ง แต่สำหรับใครที่ใช้ iPhone 2G (Classic) ละก็สามารถ Jailbreak iPhone 3.1.3 ได้เลยครับ ไม่มีปัญหาอะไร เนื่องจากเจ้า iPhone 3.1.3 นั้นจะมีการอัพเดท baseband ไปเป็น 05.12.01 ครับ ส่งผลให้ iPhone 3G, iPhone 3GS ยังไม่สามารถทำการ Unlock ได้ (ทำให้โทรออกไม่ได้)
สำหรับใครที่ใช้ iPhone 2G เราได้ชมขั้นตอนการทำ Jailbreak iPhone 3.1.3 บน iPhone 2G กันดีกว่าครับ
ก่อน อื่นต้องดาวโหลด redsnow 0.9.4, bootloader, firmware iPhone 3.1.2 for 2G และ firmware iPhone 3.1.3 for 2G ซึ่งลิงค์สำหรับดาวโหลดจะอยู่ท้ายๆ ของบทความนะครับ
เสียบ iPhone 2G เข้ากับคอมพิวเตอร์ เปิด iTunes ขึ้นมาแล้วทำการ shift + restore ด้วย firmware 3.1.3 เพื่อเป็นการอัพเดท firmware ให้ iPhone 2G
หลังจากที่อัพเดทเสร็จ iPhone 2G จะอยู่ในสภาพที่โทรออกไม่ได้ (Emergency Call Only) ตอนนี้เราต้องทำการ Jailbreak และ Unlock ด้วย redsn0w 0.9.4
เปิด redsn0w 0.9.4 แล้วทำการ browse ไปที่ firmware 3.1.2 ที่โหลดเตรียมเอาไว้ในขั้นตอนแรกแล้วกด Next

เลือกInstall Cydia และ Unlock แล้วกด Next


เลือก 3.9 Bootloader และ 4.6 Bootloader
ทำ การปิด iPhone แล้วเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะกด Next จากขั้นตอนที่ 6 ถ้าตรวจสอบแล้วว่าปิด iPhone และเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์แล้ว ให้กด Next
หน้า จอที่ท่านจะพบหลังจากขั้นตอนที่ 7 จะไวมากๆ มันคือขั้นตอนการเข้าสู่ DFU Mode นั่นเอง พยายามสังเกต ขั้นตอนที่ redsn0w บอกให้ทำดีๆ ถ้าจะพลาดก็ขั้นตอนนี้นี่ละครับ (ผมทำเองยังทำไปหลายรอบ ฮาา) หลักๆ คือกดปุ่ม Power ค้างไว้แล้วกด Home ค้างตามไปพร้อมๆกันซักพัก (10 วิ) แล้วรอซักครู่แล้วปล่อยเฉพาะปุ่ม Power เหลือแต่ปุ่ม Home ที่ยังกดค้างไว้ (กดค้างไว้อีก 30 วิ) ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการติดตั้ง
ถ้าเข้าสู่การติด ตั้งแล้วให้เรารอครับ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที หน้าจอ iPhone เราจะมี สับปะรสเหลืองๆ รอไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะ restart เครื่อง เท่านี้เป็นอันเสร็จ
สิ่งที่ต้องดาวโหลดมีดังนี้
- ดาวโหลด Redsn0w 0.9.4 (Mac) http://xs1.iphwn.org/redsn0w-mac_0.9.4.zip
(Windows)http://xs1.iphwn.org/redsn0w-win_0.9.4.zip
- ดาวโหลด Bootloader 3.9 และ 4.6 http://www.pokpitch.com/pub/BootLoader39-46.zip
- ดาวโหลด iPhone 3.1.3 firmware สำหรับ iPhone 2G http://appldnld.apple.com.edgesuite.net/content.info.apple.com/iPhone/061-7481.20100202.4orot/iPhone1,1_3.1.3_7E18_Restore.ipsw
- ดาวโหลด iPhone 3.1.2 firmware สำหรับ iPhone 2G http://appldnld.apple.com.edgesuite.net/content.info.apple.com/iPhone/061-7268.20091008.32pNe/iPhone1,1_3.1.2_7D11_Restore.ipsw
เครดิต pokpitch.com

Share File บน Windows 7 ไม่ต้องถาม Password

ปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้ Windows XP เจอในการใช้งาน Windows 7 คือมีการถาม Password ในการไปดึงไฟล์จาก Windows 7 เนื่องจากใน Windows 7 ได้เปลี่ยนขั้นตอนบางส่วนในการ Share File มาดูวิธี Share File ใน Windows 7 โดยไม่ถาม Password ครับ

  1. ขั้นตอนนี้ทำครั้งแรกครั้งเดียว
  2. ไปที่ Network and Sharing Center (Start>Control panel>Network and Sharing Center)
  3. เลือก Change Advanced sharing settings
  4. ตั้งค่าต่าง ๆ ตามนี้
  5. Network discovery – Turn on network discovery เพื่อให้เครื่องอื่น ๆ มองเห็น
  6. File and printer sharing – Turn on file and printer sharing อันนี้คือเปิดให้ share file ได้
  7. Public folder sharing –  Turn sharing so anyone with network access can read and ….. ข้อนี้คือให้ใคร ก็ตามใน network สามารถดึงไฟล์ที่เรา share ไว้ไปใช้งานได้
  8. Password protected sharing – Turn off password protected sharing ข้อนี้คือไม่ต้องถาม password เวลาใครจะมาดึงไฟล์ที่เรา share ไว้

2010-05-16_19-43-33.jpg2010-05-16_19-45-37.jpg

หลังจากตั้งค่าให้ Windows 7 สามารถ share file ได้และไม่ถาม password เสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเลือก Folder ที่ต้องการจะ Share

  1. ขั้นตอนนี้จะต้องทำกับทุก Folder ที่ต้องการ Share แต่ถ้าเรา share folder ใด ๆ แล้วไม่ต้อง share folder ที่อยู่ข้างใน folder นั้นอีก
  2. คลิกขวา folder ที่ต้องการเลือก Share With > Specific People
  3. ที่ drop down ข้างบนเลือก Every one กด Add
  4. เมื่อ Everyone มาอยู่ในช่องด้านล่างแล้วสามารถเลือกได้ว่าจะให้อ่านอย่างเดียว หรือทั้งอ่านแล้วเขียน โดยกดที่ Read หลัง Everyone จะมีให้เลือกว่า Read และ Read/Write หรือเลือก Remove ถ้าต้องการเอาออก
  5. กด Share ก็จะมีให้ดูว่าเข้า Folder นี้อย่างไรเช่น \\Plenty\write กด Done ก็เสร็จการ Share File

2010-05-16_19-27-11.jpg2010-05-16_19-27-16.jpg
2010-05-16_19-27-34.jpg2010-05-16_19-33-16.jpg

เมื่อเสร็จแล้วก็จะสามารถใช้ File share ได้เหมือนตอนใช้ Windows XP คือใครอยู่ Network เดียวกับเราก็สามารถมาดึงไฟล์ที่เรา Share ไว้ได้ทั้งหมด ซึ่งถ้ามีใครเข้ามาใน network เราโดยที่เราไม่อยากให้ดึงไฟล์ออกไปก็อาจจะเกิดความเสียหายได้ อันนี้ก็ขึ้นกับผู้ใช้เองว่าต้องการแบบไหน ซึ่งถ้าต้องการปรับเปลี่ยนอย่างก็ทำได้เลยครับ ผมเขียนคำอธิบายคร่าว ๆ ไว้ให้แล้ว

การเข้า Windows 7 จะต้องใส่ password ทุกครั้ง วิธีปิดไม่ต้องใส่ password

การเข้า Windows 7 จะต้องใส่ password ทุกครั้ง วิธีปิดไม่ต้องใส่ password

  1. กดปุ่ม Windows+R
  2. ในช่อง open พิมพ์ control userpasswords2
  3. เอาเครื่องหมายถูกออกที่หน้า User must enter a user name and password to use this computer
  4. กด Apply ใส่ user name และ password กด OK

2010-05-22_10-37-03.jpg2010-05-22_10-16-56.jpg2010-05-22_10-17-23.jpg

MVNO แนวคิดนี้ เรียกว่า ทางออกของโทรคมนาคมไทย

แนวความคิด MVNO (Mobile Virtual Network Operator) แปลเป็นไทยว่าผู้ให้บริการเสมือน หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ไม่ได้วางโครงข่ายเอง แต่ไปเหมาจากเจ้าของโครงข่ายมาให้บริการต่ออีกทอดหนึ่ง

ทางตันของผู้ให้บริการโทรคมนาคมไทยที่เป็นอดีตหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ คือ ศักยภาพในการทำการตลาดและการเน้นคุณภาพการให้บริการให้ตรงใจประชาชน แม้คนไทยทุกคนเอาใจช่วยทั้ง ทีโอที และ กสท ให้สามารถเอาชนะการแข่งขันเป็นผู้นำบริการโทรคมนาคมอย่างสง่างามให้ได้ก็ตาม แต่ดูเหมือนจะหมดท่าด้วยการสร้างกระแสข่าวโยนหินถามทางถึงการยึดโครงข่าย เอกชนกลับไปให้อดีตหน่วยงานรัฐวิสาหกิจผูกขาดนอนกินดังเดิม

ความจริงไม่มีผู้ใดปฏิเสธแน่นอน ถึงศักยภาพในการวางโครงข่ายและดำเนินงานทางวิศวกรรมของทั้งสองหน่วยงานนี้ เพราะได้วางรากฐานให้ประเทศไทยมายาวนาน หากเราเจาะลึกลงไปแล้วจะมีประเด็นที่น่าสนใจสองประเด็นคือ ข้อติดขัดในการบริหารงานคล้ายราชการ ว่ากันว่า อย่างไรการปรับเปลี่ยนสิ่งใดใหญ่ๆ ต้องเป็น มติ ครม. อยู่ดี เรื่องความคล่องตัวจึงไม่ต้องพูดถึง ประการที่สอง เมื่อมองสำรวจตลาดแรงงานโทรคมนาคมแล้ว ทั้งสองหน่วยงานนี้มีแรงงานด้านวิศวกรรมระดับหัวกะทิของประเทศอยู่มากที่สุด และแน่นอนแรงงานหัวกะทิด้านการตลาดและบริหารธุรกิจ ก็ไม่ได้อยู่ที่ทั้งสองหน่วยงานนี้เช่นกัน แต่กลับไปอยู่ฝากเอกชน

MVNO คือคำตอบ เมื่อ ทีโอที กับ กสท ถนัดงานช่าง งานวิศวกรรม ในการทำโครงการ การวางเครือข่ายแต่ขาดทักษะการให้บริการและทำการตลาด ก็เปิดโอกาสให้เอกชนเช่าช่วงเหมาต่อสิ

Win-Win Approach ทุกฝ่ายไม่ต้องหักหาญน้ำใจกัน รัฐก็เดินหน้าอวดฝีมือบริหารจัดการงานวิศวกรรมวางเครือข่ายที่มีคุณภาพทั่ว ประเทศ ในขณะที่เอกชนก็รับเหมาเช่าช่วงเลขหมายมาให้บริการและทำการตลาด แน่นอนลักษณะงานสองหลักใหญ่นี้ขาดกันได้ เอกชนทำตลาดเน้นบริการ (Service mind) เอาใจลูกค้าประชาชน รายได้ก็เพิ่มๆ แถมถูกใจประชาชน ส่วนรัฐก็เดินหน้าวางๆ โครงข่ายไป เอกชนก็ทำตลาด ส่งรายได้ให้ พอรัฐวางเสร็จก็นอนกินหน้าแฉล้มเช่นเดิม ทีโอที กับ กสท ก็แฮป…ไม่ต้องกลับไปรับเงินเดือนราชการ เอกชนก็เช่าช่วงมาขายบริการไม่ต้องลงแรงวางเครือข่ายเอง ประชาชนก็สบายใจได้รับบริการดีๆ

เอกชนที่รับเหมา (Whole Sale) มาให้บริการ อาจจะมีหลายรูปแบบ อาทิเช่น บริษัท ป เป็นผู้ให้บริการระบบ 900 แต่ขณะเดียวกันก็ทำสัญญากับเจ้าของเครือข่าย CDMA มาให้บริการด้วย ประชาชนที่ชื่นชอบแนวทางการให้บริการของ ป ก็เลือกใช้ CDMA ได้ด้วย นอกจากนั้นเมื่อทั้งหมดเป็นหลายเลขของ ป เรื่องข้อพิพาท Interconnection อาจจะหมดไปด้วยอีกประการ

ไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วสำหรับ โทรคมนาคมไทย ดังนั้นเท่าที่มีคำตอบวันนี้ คือ MVNO ผู้อ่านทุกท่านลองช่วยแย้งข้อดีข้อเสียดูด้วยครับ และลองช่วยตอบดูว่าเรื่องนี้ คือทางออกโทรคมไทยแท้จริงหรือไม่

ประเทศไทยมีกี่จังหวัด 75 หรือ 76 ?

ถ้าจั่วหัวข้างต้นเป็นข้อสอบ ก็อาจจะมีพวกเราบางคนสอบตก เพราะตอบผิด  ทำไมจึงตอบผิด? ขอเชิญพวกเราอ่านคำเฉลยข้างล่างนี้ให้สิ้นสงสัยกันได้เลย
พวก เราบางคนคงจะเคยได้ยิน พิธีกร หรือผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ หรือผู้อ่านข่าวทางวิทยุ หรือโฆษณาที่ลงในหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารต่างๆ เมื่อมีการกล่าวอ้างถึงจำนวนจังหวัดในประเทศไทย ก็มักจะบอกว่า มี 76 จังหวัด น้อยรายที่จะบอกว่า 75 จังหวัด (ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง)
เหตุ ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะเกิดจากความเข้าใจผิด รู้ไม่จริง แล้วถ่ายทอด พูดคุยบอกกล่าวกันต่อๆไป โดยเข้าใจว่านั่นถูกต้องแล้ว  อย่างนี้เห็นจะต้องโทษผู้บริหารของสื่อต่างๆ ที่ไม่กวดขัน เช่น ผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้ดำเนินรายการได้ น่าจะต้องผ่านการทดสอบด้วยการตอบคำถามหลักๆให้ได้เสียก่อน เช่นคำถามที่ว่า ขณะนี้ ประเทศไทยมีกี่จังหวัด ถ้าตอบผิดก็เข้ามาเป็นผู้ดำเนินรายการไม่ได้ หรือโฆษณาที่จะนำมาลงในหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร ถ้าระบุบอกจำนวนจังหวัดผิดไป ก็ต้องแก้ไขให้ถูกต้องจึงจะลงโฆษณาได้ ซึ่งถ้ากวดขันกันแบบนี้ ก็เชื่อว่า คงจะไม่มีใครเข้าใจผิดบอกจำนวนจังหวัดผิดอีกต่อไป
เหตุที่ผู้เขียน หยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเขียน ก็เพราะเห็นว่า ถ้าขืนปล่อยเลยตามเลยไม่ทักท้วงชี้แจงให้หายเข้าใจผิดกันบ้าง การเข้าใจผิดมันจะขยายวงกว้างออกไป ก็เลยเอามาเขียนบอกกล่าวกัน เพื่อช่วยกันสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นการช่วยกันคนละไม้ละมือตามแบบไทยๆเราไงละ
เรื่องของเรื่องมีว่า เมื่อต้นเดือน พฤษภาคม 2548 ผู้เขียนได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง พบพาดหัวข่าวว่า “พ.ร.บ.ตั้งภูเวียงจังหวัดที่ 77 เข้าสู่สภาแล้ว” ในเนื้อหาของข่าวสรุปได้ว่า ประธานรัฐสภาให้บรรจุระเบียบวาระ ลงวันที่ 23 มีนาคม 2548 เพื่อที่จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ต่อไป โดยมีผู้ร่วมเข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ 56,030 คน จะแยกเอา อ.ภูเวียง, อ.หนองเรือ, อ.ชุมแพ, อ.ภูผาม่าน และ อ.หนองนาคำ ออกจากจังหวัดขอนแก่น ไปตั้งเป็นจังหวัดภูเวียง  เมื่อผู้เขียนเจอพาดหัวข่าวแบบนี้เข้าก็รู้สึกหงุดหงิด เพราะพาดหัวข่าวอย่างนี้เท่ากับว่า เป็นการตอกย้ำความเข้าใจผิดในเรื่องจำนวนจังหวัดให้แพร่กระจายออกไปอีก  สงสารพวกนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนครูอาจารย์ จะพากันเชื่อว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีจังหวัดอยู่แล้ว 76 จังหวัดแน่ๆ  เห็นไหม จังหวัดที่ 77 กำลังจะตั้งกันแล้ว

เอาล่ะ คราวนี้มาฟังคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมพวกเราบางคนจึงตอบผิด?
ที่ ตอบผิดก็เพราะว่า เข้าใจผิด โดยเข้าใจไปว่า “กรุงเทพมหานคร” เป็นจังหวัด ซึ่งที่จริงในปัจจุบันนี้ “กรุงเทพมหานคร” ไม่ใช่จังหวัดแล้ว
อ้าว! เมื่อไม่ใช่จังหวัด    แล้ว “กรุงเทพมหานคร” ในปัจจุบันนี้ เป็นอะไรล่ะ?
ตอบ “กรุงเทพมหานคร” ในปัจจุบันนี้ เป็นการปกครองรูปแบบพิเศษ ที่อยู่ในสังกัดที่เรียกว่า “ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น ตามที่มีกฎหมายกำหนด” โดยกฎหมายที่กำหนดให้เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น  คือ “พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ”
ขอถามอีกว่า   แล้วทำไมจึงเกิดความเข้าใจผิดว่า “กรุงเทพมหานคร” เป็นจังหวัด?
ตอบ  คือ เมื่อ ปี พ.ศ. 2514 ได้มีการนำเอาจังหวัด “พระนคร” กับ จังหวัด “ธนบุรี” มารวมกัน แล้วจัดตั้งเป็น “นครหลวง” เรียกว่า “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วก็ยังคงเป็นหน่วยงานอยู่ในสังกัด การบริหารราชการส่วนภูมิภาค คือยังเป็นจังหวัดอยู่เหมือนเดิม เหมือนกับตอนที่ยังไม่ได้เอามารวมกัน
เมื่อมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนขอทบทวนพวกเราถึงเรื่องการปกครองนิดหน่อย เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจที่กระจ่างขึ้น คือ ประเทศเรามี “ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ”แก้ไขล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2545 ได้แบ่งการปกครองเอาไว้เป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1. ส่วนกลาง ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี,กระทรวง,ทบวง และกรม  2. ส่วนภูมิภาค  ได้แก่จังหวัด และอำเภอ  3. ส่วนท้องถิ่น ได้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด, เทศบาล, สุขาภิบาล และ ราชการส่วนบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น ตามที่มีกฎหมายกำหนด

ต่อ มาปี พ.ศ. 2515 ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการปกครอง “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” ใหม่อีก และได้เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็น “กรุงเทพมหานคร” แต่ก็ยังคงเป็นจังหวัดอยู่เช่นเดียวกับปี พ.ศ. 2514 (สำหรับชื่อที่เรียกใหม่นี้ ก็เอามาจากท่อนแรกของชื่อเต็มของกรุงเทพมหานคร ที่รัชกาลที่ 1 ตั้งไว้มาใช้เรียก ซึ่งชื่อเดิมเต็มๆมีดังนี้ “ กรุงเทพมหานคร  บวรรัตนโกสินทร์  มหินทรายุธยา  มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์  อุดมราชนิเวศมหาสถาน  อมรพิมานอวตารสถิต  สักกทัติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ ”  ต่อมารัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนคำว่า “บวรรัตนโกสินทร์” มาเป็น “ อมรรัตนโกสินทร์)

ต่อมาปี พ.ศ. 2518 ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการปกครอง “กรุงเทพมหานคร” อีก คราวนี้เปลี่ยนสังกัดจาก การบริหารราชการส่วนภูมิภาค(จังหวัด) ไปอยู่ในสังกัด การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น(ไม่ใช่จังหวัด) คือไปอยู่ในส่วนที่เรียกว่า ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น ตามที่มีกฎหมายกำหนด (ซึ่งมีการเปลี่ยน “อำเภอ” ไปเป็น “เขต” เปลี่ยน “ตำบล” ไปเป็น “แขวง”)

ต่อมาปี พ.ศ. 2528 มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “กรุงเทพมหานคร” อีก  โดยเปลี่ยนแปลงรายละเอียดภายในมากขึ้น แต่รูปแบบส่วนใหญ่ยังคงเดิม  สังกัดก็คงเดิม คือเป็นหน่วยงานใน การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น(ซึ่งไม่ใช่จังหวัด) อยู่ในส่วนที่เรียกว่า ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น ตามที่มีกฎหมายกำหนด  เหมือนกับปี พ.ศ. 2518 และก็ใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้
ส่วนกฎหมายที่ออกมากำหนดให้เป็นก็คือ “ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ” ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งใน พ.ร.บ.ฉบับนี้มีข้อความกล่าวเอาไว้ชัดเจน ดังนี้
“ มาตรา 6 ให้กรุงเทพมหานครมีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น  มีระเบียบการบริหารตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอาณาเขตท้องที่ตามที่กรุงเทพมหานครมีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้ บังคับ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอาณาเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ ”

ดังนั้น จะเห็นว่า การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ถ้าใครไม่ได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง คือไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้กันแล้วละก็ รับรองได้ว่า “ตกข่าว”  และจะเข้าใจผิดในเรื่องฐานะของ “กรุงเทพมหานคร”  โดยจะเข้าใจเอาว่า “กรุงเทพมหานคร” ยังคงเป็นจังหวัดอยู่ ทั้งๆที่ไม่มีฐานะเป็นจังหวัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 แล้ว โดยได้แยกกันอยู่คนละส่วนราชการกับจังหวัด  คือจังหวัดอยู่ในสังกัด ราชการส่วนภูมิภาค  แต่ “กรุงเทพมหานคร” อยู่ในสังกัด ราชการส่วนท้องถิ่น
สำหรับการปกครองรูปแบบ การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ตามที่มีกฎหมายกำหนด  ไว้นั้น  ใช่ว่าจะมีแต่ “กรุงเทพมหานคร” เพียงแห่งเดียว   ยังมีที่ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี อีกหนึ่งแห่ง มีชื่อเรียกว่า “เมืองพัทยา”   กฎหมายที่ออกมากำหนดให้เป็น คือ “พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 ”  และในอนาคต แว่วๆว่า “เกาะช้าง” ของจังหวัดตราด  “เกาะสมุย” ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี อาจจะถูกกำหนดให้เป็น การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ตามที่มีกฎหมายกำหนด  ในทำนองเดียวกับ “เมืองพัทยา”   และก็ไม่แน่ว่า ในเร็วๆนี้ “จังหวัดภูเก็ต” อาจจะถูกกำหนดให้มีรูปแบบการปกครองคล้ายๆกับ “กรุงเทพมหานคร” ด้วยก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นไปอย่างที่ว่ามา จำนวนจังหวัดในประเทศไทยก็จะลดหายไป 1 จังหวัดด้วยซ้ำไป จะเหลือเพียง 74 จังหวัด
ก็ขอสรุปว่า ในขณะนี้(มิ.ย. 2548)ประเทศไทยมีแค่ 75 จังหวัดเท่านั้น อย่าเผลอไปนับเอา “กรุงเทพมหานคร” เข้าไปรวมเป็นจังหวัดด้วยก็แล้วกัน เพราะมันจะเพิ่มเป็น 76 จังหวัดไป แต่ถ้าจะพูดให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ก็น่าจะใช้คำพูดว่า “ 75 จังหวัด และ กรุงเทพมหานคร ”
ลำดับต่อไปก็อยากจะให้พวกเราลองเอาชื่อเรื่องที่จั่วหัวไว้นี้ ไปทดสอบถามกันเล่นๆในเชิงสนุกสนานกับเพื่อนฝูง หรือญาติพี่น้องดูบ้าง ดูซิว่าจะมีคนสอบตกสักกี่คน แล้วอย่าลืมเฉลยคำตอบตามข้อมูลในเรื่องนี้ให้ผู้ถูกถามได้รับรู้ไว้ด้วยก็ แล้วกัน
อ้อ! ได้แถมรายชื่อจังหวัดเรียงตามตัวอักษรไว้ท้ายเรื่องด้วยแล้ว เพื่อพวกเราจะได้ใช้ตรวจสอบว่า ผู้เขียนได้ทำรายชื่อจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งตกหล่นไปบ้างหรือเปล่า
1. กระบี่             2. กาญจนบุรี         3. กาฬสินธุ์          4. กำแพงเพชร        5. ขอนแก่น
6. จันทบุรี          7. ฉะเชิงเทรา        8. ชลบุรี               9. ชัยนาท            10. ชัยภูมิ
11. ชุมพร          12. เชียงราย         13. เชียงใหม่        14. ตราด               15. ตรัง
16. ตาก             17. นครนายก       18. นครปฐม        19. นครพนม         20. นครราชสีมา
21. นครศรีธรรมราช 22. นครสวรรค์ 23. นนทบุรี         24. นราธิวาส         25. น่าน
26. บุรีรัมย์         27. ปทุมธานี         28.ประจวบคีรีขันธ์29. ปราจีนบุรี        30. ปัตตานี
31. พระนครศรีอยุธยา 32. พะเยา     33. พิจิตร             34. พิษณุโลก        35. เพชรบูรณ์
36. เพชรบุรี       37. แพร่               38. พังงา              39. พัทลุง              40. ภูเก็ต
41. มุกดาหาร     42. มหาสารคาม    43. แม่ฮ่องสอน     44. ยะลา               45. ยโสธร
46. ร้อยเอ็ด        47. ระนอง            48. ระยอง             49. ราชบุรี            50. ลพบุรี
51. ลำปาง           52. ลำพูน             53. เลย                 54. ศรีสะเกษ        55. สกลนคร
56. สงขลา          57. สตูล               58. สมุทรสาคร      59. สมุทรสงคราม  60. สมุทรปราการ
61. สระแก้ว        62. สระบุรี           63. สิงห์บุรี            64. สุโขทัย             65. สุพรรณบุรี
66. สุราษฎร์ธานี  67. สุรินทร์            68. หนองคาย       69. หนองบัวลำภู    70. อ่างทอง
71. อุบลราชธานี  72. อุทัยธานี         73. อุดรธานี          74. อุตรดิตถ์          75. อำนาจเจริญ